Parichart Ratanabansakul

You are not logged in. (Login)

Portrait

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ปาริชาต รัตนบรรณสกุล
คุณวุฒิ:

  • นิเทศศาสตรมหาบัณฑิต (สื่อสารมวลชน) มหาวิทยาลัยสยาม
  • นิเทศศาสตรบัณฑิต (สิ่งพิมพ์และหนังสือพิมพ์) มหาวิทยาลัยสยาม

ผลงาน / ประสบการณ์:

  • หนังสือการเขียนสร้างสรรค์เชิงวารสารศาสตร์, การวิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบันเพื่อการสื่อสาร
Skip Main MenuSkip Google Scholar

Google Scholar

ข่าวและประกาศ

Picture of parichart rattanabrunsakul
เยาวชนมั่วเซ็กส์ วิกฤตหนักของสังคมไทย
by parichart rattanabrunsakul - Friday, 14 August 2015, 09:39 AM
 
วินาทีแรกที่ได้ยินดีข่าวคลิปนักเรียนมัธยมชายหญิงมั่วเซ็กส์ในโรงภาพยนตร์ออกมาเผยแพร่ในอินเทอร์เน็ต และนักเรียนเทคนิค-อาชีวะฯกลุ่มหนึ่งพากันไปเปิดห้องพักเพื่อมีเพศสัมพันธ์ในโรงแรมม่านรูด สร้างความสลดใจแก่ผู้เขียนมากที่สุด จนเกิดคำถามในความคิดว่ามันเกิดความวิบัติอะไรขึ้นถึงทำให้เยาวชนไทยส่วนหนึ่งได้กระทำพฤติกรรมเลวร้ายเช่นนี้ ผู้เขียนมิได้มีเจตนาที่จะโทษเด็กหรือประณามการกระทำดังกล่าว เพราะทุกปัญหาย่อมมีเหตุและผลของมันอยู่ในตัว และคงไม่ใช่เวลาที่จะกล่าวโทษว่าใครผิดใครถูก ตลอดที่ผ่านมาปัญหาเรื่องนี้ก็ดูเหมือนถูกปล่อยปละละเลยไม่ได้เร่งแก้ไขอย่างจริงจัง พอเกิดปัญหาก็เป็นข่าวและก็พูดกันในสังคม หลังจากนั้นก็เงียบหายไปเหมือนมิใช่ปัญหาที่จำเป็นต้องเร่งแก้ไข เมื่อเทียบกับปัญหาทางการเมืองหรือเศรษฐกิจของชาติบ้านเมือง แต่แท้จริงแล้ว ปัญหาเยาวชนมั่วเซ็กส์ หรือการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร คือปัญหาที่วิกฤตหนักทางสังคมถ้าตราบใดที่การเมืองและเศรษฐกิจดีมากแค่ไหน แต่เยาวชนส่วนหนึ่งของชาติเป็นเช่นนี้ ก็คงยังไม่ใช่ความน่าภาคภูมิใจสักเท่าไรนัก เพราะเยาวชนไทยคือผู้ใหญ่ในวันหน้าและเป็นความหวังในอนาคตของชาติ ประโยคนี้พูดกันบ่อยจริงหรือไม่
Picture of parichart rattanabrunsakul
เป็นคนดีเพราะเชื่อในพระเจ้าไม่ใช่เพราะการกระทำดีของเราเอง
by parichart rattanabrunsakul - Thursday, 18 July 2013, 09:31 PM
 

001

ตลอดชีวิตของข้าพเจ้านับตั้งแต่ที่ได้เชื่อในพระเจ้าจนถึงวันนี้ สิ่งที่ข้าพเจ้ากระทำอยู่ทุกวันเสมอนั่นก็คือ การสำรวจชีวิตและการสารภาพความผิดบาปที่ได้กระทำลงไปไม่ว่าบาปนั้นจะมากหรือน้อย จะกระทำไปแล้วหรือยังไม่ได้กระทำ หรือเพียงแค่คิดอยู่ในจิตใจและสมองก็ตาม เพราะข้าพเจ้ารู้ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่พระเจ้าไม่ทรงพอพระทัย เพราะพระองค์ทรงหวังและปรารถนาให้ข้าพเจ้ากระทำแต่สิ่งที่ดี การสำรวจชีวิตและการสารภาพความผิดบาป จึงเป็นผลให้ชีวิตทั้งร่างกาย จิตใจและจิตวิญญาณของข้าพเจ้ามีแต่สันติสุขและความชื่นชมยินดี เพราะพระเจ้าประสงค์ให้ชีวิตของข้าพเจ้าบริสุทธิ์เหมือนอย่างพระองค์ผู้ทรงเป็นพระเจ้าองค์บริสุทธิ์

บ่อยครั้งข้าพเจ้าเคยได้ยินหลายคนพูดว่า “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ถ้าอยากขึ้นสวรรค์ไม่ต้องตกนรกก็ให้ทำความดีเยอะ ๆ ให้ทำบุญมาก ๆ ” หรือ บางคนก็พูดว่า “จะนับถือศาสนาอะไรก็ดีเหมือนกันนั่นแหละ” หรือ “ไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่” แต่สำหรับข้าพเจ้ากลับไม่ใช่อย่างนั้น ทำไมข้าพเจ้าถึงได้กล่าวเช่นนี้

ความจริงมนุษย์ทุกคนนั้นเป็นคนบาป เกิดมาในความบาป (สดุดี 51ข้อ 5 “ดูเถิด ข้าพระองค์ถือกำเนิดมาในความผิดบาป และมารดาตั้งครรภ์ข้าพระองค์ในบาป”) และมนุษย์ทุกคนยังอยู่ใต้อำนาจของวิญญาณชั่วและมารร้าย (1 ยอห์น 5 : 19 “เราทั้งหลายรู้ว่าเราเกิดจากพระเจ้า และชาวโลกทั้งสิ้นอยู่ใต้อานุภาพของมารร้าย”) มนุษย์ทุกคนเกิดมาพร้อมกับโลกียวิสัย ทุกคนอ่อนแอและขาดกำลังที่จะทำความดีและเอาชนะต่อความชั่ว อาจารย์เปาโลผู้เป็นอัครทูตและสาวกของพระเยซู ท่านเป็นชาวยิวที่เคยเป็นผู้นำศาสนายูดาห์ที่อยู่ในคณะของพวกฟาริสี เป็นผู้ที่เคร่งในศาสนามากที่สุดผู้หนึ่งได้กล่าวไว้ในพระธรรมโรมบทที่ 7 ข้อที่ 14 - 20 ดังนี้  “เรารู้ว่าธรรมบัญญัตินั้นเป็นมาโดยฝ่ายพระวิญาณ แต่ว่าข้าพเจ้าเป็นมนุษย์ถูกขายไว้ให้อยู่ใต้บาป ข้าพเจ้าไม่เข้าใจการกระทำของข้าพเจ้าเอง เพราะว่าข้าพเจ้าไม่ทำสิ่งที่ข้าพเจ้าปรารถนาที่จะทำ แต่กลับทำสิ่งที่ข้าพเจ้าเกลียดชังนั้น เหตุฉะนั้นถ้าข้าพเจ้าทำสิ่งที่ข้าพเจ้าไม่ปรารถนาที่จะทำ และข้าพเจ้ายอมรับว่าธรรมบัญญัตินั้นดี ฉะนั้นข้าพเจ้าจึงมิใช่ผู้กระทำ แต่ว่าบาปซึ่งอยู่ในตัวข้าพเจ้านั่นเองเป็นผู้ทำ ด้วยว่าในตัวข้าพเจ้าคือในตัวของข้าพเจ้าไม่มีความดีประการใดอยู่เลย เพราะว่าเจตนาดีข้าพเจ้าก็มีอยู่ แต่ซึ่งจะกระทำการดีนั้น ข้าพเจ้าหาได้กระทำไม่ ด้วยว่าการดีนั้นซึ่งข้าพเจ้าปรารถนาทำ ข้าพเจ้าไม่ได้กระทำ แต่การชั่วซึ่งข้าพเจ้ามิได้ปรารถนาทำ ข้าพเจ้ายังทำอยู่ ถ้าแม้ข้าพเจ้ายังทำสิ่งซึ่งข้าพเจ้าไม่ปรารถนาทำ ก็ไม่ใช่ตัวข้าพเจ้าเป็นผู้กระทำ แต่บาปซึ่งอยู่ในตัวข้าพเจ้านั่นเองเป็นผู้กระทำ” คำกล่าวนี้แสดงให้เห็นว่าความบาปนั้นมีอำนาจและมีอิทธิพลต่อมนุษย์ทุกคน ไม่เว้นแม้แต่นักบวชหรือผู้ที่เคร่งศาสนาก็ยังต้องพ่ายแพ้ต่ออำนาจของบาป

แท้จริงแล้วคนเราจะเป็นคนดีได้นั้นไม่ใช่เพราะตัวเราเองทำความดี แต่ว่าเราเป็นคนดีก็เพราะว่าตัวตนภายในชีวิต ภายในจิตใจของเรานั้นเป็นคนดีอยู่แล้ว พระเยซูคริสต์จึงได้ตรัสสอนสาวกของพระองค์ ในพระธรรมมัทธิวบทที่ 7 ข้อ 17-19 ว่า “ต้นไม้ดีย่อมให้ผลดี ต้นไม้เลวย่อมให้ผลเลว ต้นไม้ดีจะเกิดผลเลวไม่ได้ หรือต้นไม้เลวจะเกิดผลดีก็ไม่ได้ เราจะรู้จักเขาได้ก็เพราะผลของเขา ” และในพระธรรมมัทธิวบทที่ 12 ข้อ 34-35 พระเยซูคริสต์ทรงตรัสว่า “โอชาติงูร้าย เจ้าเป็นคนชั่ว แล้วจะพูดความดีได้อย่างไร ด้วยว่าปากนั้นพูดจากสิ่งที่มาจากใจ คนดีก็เอาของดีมาจากคลังแห่งความดีในตัวของเขา คนชั่วก็เอาของชั่วมาจากคลังแห่งความชั่วในตัวของเขา” พระเยซูคริสต์ยังทรงตรัสอีกว่าอาหารหรือสิ่งที่คนเรากินเข้าไปนั้นไม่ได้ทำให้เรามีบาปหรือมีมลทิน แต่ว่าสิ่งที่เราพูดออกมาจากปากของเรานั้นเอง ทำให้เรามีบาปหรือเป็นมลทิน เพราะว่าภายในความคิด จิตใจของมนุษย์นั้นมีแต่ความชั่วร้ายเช่น มีการล่วงประเวณี การลักขโมย ความเกลียดชัง การโลภ ราคะตัณหา ความอิจฉาริษยา การกล่าวโทษผู้อื่น ความเย่อหยิ่งจองหองและความเลวร้ายต่าง ๆ อีกมากมายเป็นต้น

พระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระเจ้าผู้สร้างมนุษย์และสรรพสิ่งทั้งปวง พระองค์จึงทรงรู้จักมวลมนุษย์ทุกคนเป็นอย่างดี ทรงรู้ว่าภายในของมนุษย์นั้นเต็มไปด้วยความชั่วร้ายที่เป็นต้นเหตุทำให้มนุษย์มีมลทินและเป็นคนบาป การที่พระเยซูคริสต์ผู้เป็นพระเจ้าเสด็จเข้ามาในโลกมนุษย์ พระองค์ไม่ได้นำเอาศาสนาหรือธรรมบัญญัติมาสั่งสอนมนุษย์ผู้เป็นคนบาปให้กระทำความดีและเลิกทำบาป แต่พระองค์เสด็จมาเพื่อช่วยคนบาปให้รอดพ้นจากอำนาจของบาป ซึ่งมีต้นเหตุมาจากมารร้าย (พระธรรมโรมบทที่ 6 ข้อ 23 “เพราะว่าค่าจ้างของความบาปคือความตาย แต่ของประทานจากพระเจ้าคือชีวิตนิรันดร์ในพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา”) ดังนั้นเรื่องของพระเยซูคริสต์นั้น จึงไม่ใช่เป็นเรื่องของศาสนาหรือการประพฤติตามธรรมบัญญัติหรือคำสอนของศาสนา แต่เป็นข่าวดีหรือข่าวประเสริฐที่มาจากพระเจ้าถึงมนุษย์ทุกคนที่เป็นคนบาป ให้ได้รับโอกาสจากพระเจ้าที่จะมีชัยชนะเหนือความบาปและมารร้าย เพราะพระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระเจ้าผู้มีฤทธิ์เดชอำนาจเหนือทุกสิ่ง แต่พระองค์จะไม่ทรงใช้อำนาจบีบบังคับผู้ใด พระองค์จะเสด็จเข้ามาภายในชีวิตของคนบาปที่ยอมรับเชื่อและยอมเปิดใจต้อนรับพระองค์เข้าสู่ชีวิตและในจิตใจของผู้นั้น และประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าให้สถิตอยู่ในชีวิตของผู้นั้นด้วย เพื่อเป็นผู้ช่วยในการดำเนินชีวิต ดังนั้นคนบาปที่ได้กลับใจจากบาปและต้อนรับองค์พระเยซูคริสต์แล้ว จะได้รับชีวิตใหม่และการเปลี่ยนแปลงใหม่ภายในจากพระเจ้า จึงเป็นเหตุให้ผู้นั้นมีชีวิตใหม่ที่ไม่ทำบาปและเป็นคนดีรอบคอบเหมือนอย่างพระเยซูคริสต์ สิ่งเก่า ๆ ที่ไม่ดีก็จะล่วงหายไปกลับกลายเป็นสิ่งใหม่สิ่งที่ดีทั้งนั้น (2 โครินธ์ 5 : 17 “เหตุฉะนั้นถ้าผู้ใดอยู่ในพระคริสต์ผู้นั้นก็เป็นคนที่ถูกสร้างใหม่แล้ว สิ่งสารพัดที่เก่า ๆ ก็ล่วงไป นี่แน่ะกลายเป็นสิ่งใหม่ทั้งนั้น” )

ดังนั้นผู้ที่เชื่อในพระเยซูคริสต์ทุกคนควรจะยอมให้พระเจ้าครอบครองความคิดและชีวิตจิตใจของตนอยู่เสมอ ให้พระเจ้าสำคัญเป็นที่หนึ่งในชีวิต ดำเนินชีวิตที่เชื่อฟังพระเจ้าและติดสนิทอยู่กับพระองค์เสมอ จึงจะทำให้ชีวิตขอคนนั้นไม่ทำผิดบาป แต่ถ้าบางครั้งที่ผู้นั้นยังทำผิดบาป พระเจ้าก็ยังให้โอกาสแก่ผู้นั้นในการสำนึกบาปและสารภาพบาป เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่และรักษาชีวิตให้ดีพร้อมต่อไปได้ (พระธรรม 1 ยอห์น 1 : 9  “ถ้าเราสารภาพบาปของเรา พระองค์ทรงสัตย์ซื่อและเที่ยงธรรม ก็จะทรงโปรดยกบาปของเรา และจะทรงชำระเราให้พ้นจากการอธรรมทั้งสิ้น” จากพระธรรม 1 ยอห์น 1 : 9  ทำให้ข้าพเจ้านึกถึงเหตุการณ์ที่โจร 2  คนถูกตรึงบนไม้กางเขนพร้อมกับพระเยซูคริสต์ แต่โจร 1 ใน 2 ได้กลับใจและเชื่อในพระเจ้าในช่วงเวลาสุดท้ายก่อนที่จะสิ้นลมหายใจ และเขาก็ได้รับความรอดพ้นจากบาปด้วยพระคุณของพระองค์

เมื่อไม่นานมานี้ข้าพเจ้าได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ ‘เสียงปลุก - ตื่น !’ เป็นเรื่องจริงของชายหนุ่มชาวสิงคโปร์ที่ชื่อ เกล็นน์ ลิม เขาได้ถ่ายทอดจากประสบการณ์จริงในช่วงชีวิตที่หลงใหลในดนตรี ใช้ชีวิตอย่างสุขสำราญจนถึงจุดต่ำสุดของชีวิตเมื่อได้ไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด แต่วันหนึ่งชีวิตเขากลับพลิกผันเมื่อเสียงหนึ่งได้ปลุกเขาให้ตื่น และเสียงปลุกนี้เองที่ทำให้ชีวิตของ เกล็นน์ ลิม ได้รับการเปลี่ยนแปลงใหม่และเป็นชีวิตที่ถวายเกียรติพระเจ้าสูงสุด  ชีวิตของเกล็นน์  ลิม เกิดมาในครอบครัวคริสเตียนที่มีทั้งพ่อ แม่และน้องชาย มีความสุขสบายเนื่องจากครอบครัวมีฐานะทางการเงินที่ดี พฤติกรรมของเขาที่แสดงต่อพ่อแม่เมื่อไม่พอใจคือการปาและทำลายข้าวของในบ้าน และวาจาน้ำเสียงที่ตะโกนด่าอย่างหยาบคายที่สุดต่อพ่อแม่ เขาทะนงตนว่าความดื้อคือเกียรติของเขา ด้วยความเอือมระอาสุดจะเยียวยาในพฤติกรรมเลวร้ายที่แสดงออกมาอย่างซ้ำแล้วซ้ำเล่าของเขา สุดท้ายพ่อและแม่จึงตัดสินใจที่ต้องเลือกทางออกที่ดีที่สุดเพื่อหวังให้เกล็นน์ ลิมปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เมื่อวันหนึ่งเสียงไซเรนของรถตำรวจดังขึ้นและมาจอดหน้าบ้านของเขา และวินาทีนั้นข้อมือของเกล็นน์ ลิมก็ถูกคล้องด้วยกุญแจมือสีน้ำเงินเพื่อไปโรงพัก โรงพักไม่ใช่จุดหมายปลายทางที่เขาจะถูกส่งตัวอย่างถาวร แต่เกล็นน์ ลิม ต้องไปทีนแชลเลนจ์

ทีนแชลเลนจ์ คือหอพักวัยรุ่นมีเป้าหมายหลักสำคัญคือการปรับเปลี่ยนให้เกิดพฤติกรรมที่ดีของวัยรุ่นจากที่เคยเลวร้ายมาก่อน ที่แห่งนี้เกล็นน์ ลิม ถูกฝึกให้เฝ้าเดี่ยวตอนเช้า (การอ่านพระวจนะคำพระเจ้า) และการนมัสการพระเจ้าด้วยบทเพลง ตลอดระยะเวลาที่เขาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ เขาเริ่มมีความรู้สึกว่าที่นี่เป็นเหมือนบ้านที่มีชีวิตฝ่ายวิญญาณที่ทำให้เขารู้สึกสงบ และเขาก็รู้สึกถึงความสุขเหมือนว่ามีผู้หนึ่งอยู่เบื้องบน มองดูเขาด้วยความเมตตา ทำให้เขารู้สึกอุ่นใจ เขามีความสุขและรู้สึกว่าพระเยซูผู้นี้ทรงช่วยเขาให้รับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ หลังจากที่เขาได้ออกจากทีนแชลเลนจ์  เขาเริ่มต้นที่จะมีชีวิตด้วยความมุ่งหวัง ความสดชื่นและความเชื่อในพระเจ้า เขารู้ว่าโลกนี้มีคนดี เขาเริ่มไปคริสตจักรอย่างสม่ำเสมอและความสัมพันธ์กับพ่อแม่ก็ดีขึ้น เขาได้เริ่มรับใช้พระเจ้าด้วยการเล่นคีย์บอร์ดในทีมนมัสการพระเจ้าของคริสตจักร

ด้วยความที่ดนตรีอยู่ในสายเลือดของเขา เขาจึงหัดเล่นกีตาร์และได้เข้าร่วมในวงร็อคจนมีชื่อเสียงโด่งดังมีเพื่อนฝูงมากมาย เพราะเหตุนี้เองจึงทำให้เกล็นน์ ลิมเริ่มห่างพระเจ้า ไปโบสถ์น้อยลง และแล้ววันหนึ่งคือวันที่เขาได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดคือกัญชา จนถึงลักลอบเข้าประเทศสิงคโปร์ เขาถูกจับและนี่เป็นความผิดร้ายแรงที่สุด เขาถูกนำตัวขึ้นศาลเด็ก และถ้าเขาผิดจริงนั่นหมายความว่าเขาต้องติดคุกตลอดชีวิตและถูกโบย 24 ทีด้วยไม้ตะบอง โลกทั้งใบของเขาต้องพังทลายลง แต่เขาได้รับอนุญาตให้ประกันตัวเป็นเวลา 4 เดือน ในเหตุการณ์เลวร้ายนี้เป็นการเขย่าให้เขาต้องตื่นครั้งสำคัญที่สุด เขาเริ่มใคร่ครวญที่จะต้องทำในสิ่งที่ถูกต้องเป็นการถาวรเสียที เขาต้องการชีวิตใหม่ที่เปี่ยมไปด้วยความหวัง ด้วยการขอกลับไปใช้ชีวิตอีกครั้งที่ทีนแชลเลนจ์ เพื่อจะออกมาเป็นคนดีอย่างถาวร เขาเริ่มรู้แล้วว่าชีวิตของเขาจำเป็นต้องมีพระเยซูคริสต์ในชีวิต

ในที่สุดวันพิพากษาก็มาถึง เขาเริ่มท่องพระคัมภีร์ที่อยู่ในความคิด “แม้ข้าพระองค์จะเดินไปตามหุบเขาเงามัจจุราช ข้าพระองค์ไม่กลัวอันตรายใด ๆ เพราะพระองค์ทรงสถิตกับข้าพระองค์ คทาและธารพระกรของพระองค์เล้าโลมข้าพระองค์ (สดุดี 23 : 4) ” และ “เราจะไม่ละท่านหรือทอดทิ้งท่านเลย (ฮีบรู13 : 5)” นี่คือพระสัญญาที่ทำให้เขาอบอุ่นใจแม้ในสถานการณ์ที่สิ้นหวังและแย่ที่สุด และแล้วการอัศจรรย์ของพระเจ้าก็เกิดขึ้น เมื่อผู้พิพากษาตัดสินให้เขาถูกจำคุกเพียง 6 เดือนและไม่ต้องถูกโบย หลังจาก 6 เดือนต่อมาชีวิตของเขาได้รับการเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจังและถาวร เขามีความผูกพันกับพ่อแม่และน้องชายอย่างดีเยี่ยมด้วยความสุภาพ เขาได้รับใช้พระเจ้าด้วยการเล่าเรื่องชีวิตจริงแก่เยาวชนและเขายังเป็นกระบอกเสียงสู่คนหนุ่มสาวไม่ให้ยุ่ง-ไม่ลองยาเสพติด และสอนให้วัยรุ่นมีความเคารพให้เกียรติต่อครอบครัวในหลายที่ และงานรับใช้ในการประกาศพระกิตติคุณของพระเจ้า และพระเจ้าทรงอวยพระพรให้เขาได้รับรางวัลเยาวชนดีเด่นแห่งสิงคโปร์ประจำปี 2005 เพราะพระเจ้าองค์เดียวเท่านั้นที่ทรงทำให้คนอย่าง เกล็นน์ ลิม สำนึกผิดและหันหลังให้กับความชั่ว เขาจึงเป็นคนดีเพราะเชื่อในพระเจ้าไม่ใช่เพราะการกระทำดีของเขาเอง

ดังนั้นชีวิตคริสเตียนผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์แล้ว จึงไม่ต้องอยู่ใต้อำนาจของความบาปหรือใต้กฎของธรรมบัญญัติในศาสนาอีกต่อไป แต่มาอยู่ใต้พระคุณและความรักของพระเจ้า การดำเนินชีวิตและการกระทำของผู้นั้นก็จะเปลี่ยนใหม่โดยสิ้นเชิงคือ เปลี่ยนแปลงตั้งแต่ภายในจิตวิญญาณ จิตใจ ความคิดและการกระทำด้วย เราจึงเป็นคนดีเพราะเราเชื่อในพระเยซูคริสต์ไม่ใช่เพราะการทำความดีของตัวเราเอง สุดท้ายข้าพเจ้าขอย้ำว่า การเป็นคนดีและทำความดีอย่างเดียวนั้นไม่พอ ชีวิตต้องมีพระเจ้าด้วย การมีพระเจ้านั่นแหละเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับมนุษย์ทุกคน ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรทุกท่าน.


Skip Activities

Activities

Skip 2/2563Skip 1/2563Skip มคอ.3 ภาคการศึกษา 2/2562Skip มคอ.5 การศึกษา2/2560Skip งานเขียนบทความและคอลัมน์ที่ได้เผยแพร่แล้วSkip กรณีศึกษาSkip เอกสารประกอบการสอนวิชาความเป็นพลเมือง

เอกสารประกอบการสอนวิชาความเป็นพลเมือง

Skip เอกสารประกอบการสอน 1/2561

เอกสารประกอบการสอน 1/2561

Skip สื่อประกอบการสอน 2/2561